ไทย VS กัมพูชา จุดเริ่มต้นความขัดแย้ง

ไทย VS กัมพูชา

ถ้าพูดถึงประเทศเพื่อนบ้านที่มีทั้งเรื่องให้รักและเรื่องให้ระแวงกัมพูชา น่าจะเป็นชื่อที่คนไทยหลายคนคุ้นเคยดี ความสัมพันธ์ของไทยกับกัมพูชานั้นมีหลายมิติ ทั้งวัฒนธรรมที่คล้ายกัน ศาสนาที่เหมือนกัน อาหารบางอย่างก็แทบจะแยกไม่ออก

ใครเคยเดินตลาดฝั่งชายแดนจะรู้เลยว่า คนสองฝั่งใช้ชีวิตปนกันแบบแทบไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แต่ขณะเดียวกัน เรื่องดินแดนและประวัติศาสตร์ก็ยังเป็นแผลลึกที่ทำให้เราทั้งสองประเทศไม่อาจวางใจกันได้ 100%

ในปี 2568 นี้ เราก็ได้เห็นอีกครั้งว่า “มิตรภาพ” กับ “ความขัดแย้ง” มันเดินคู่กันได้อย่างไม่น่าเชื่อ เหตุการณ์ปะทะที่ชายแดนภาคอีสานระหว่างไทยกับกัมพูชา แม้จะเกิดขึ้นในเวลาแค่ไม่กี่นาที แต่กลับจุดกระแสชาตินิยมและความเกลียดชังในโลกโซเชียลได้รุนแรงราวกับเป็นสงครามใหญ่ ทั้งที่ความจริงแล้วไม่มีใครอยากให้เรื่องบานปลาย แต่มันกลับกลายเป็นว่าทุกคนต่างก็พร้อม “ลุก” เมื่อรู้สึกว่าชาติถูกท้าทาย

เริ่มต้นที่เส้นบางๆ ที่ไม่มีใครเคลียร์

ข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาเรื่องเขตแดน ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้ แต่ย้อนไปได้เกิน 100 ปีแล้ว ตั้งแต่ยุคสมัยที่สยามต้องทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศส ซึ่งตอนนั้นเข้ามามีบทบาทในอินโดจีน สนธิสัญญานั้นคลุมเครือมากจนไม่มีใครกล้าฟันธงว่าเส้นไหนคือเส้นเขตแดนที่แท้จริง

เมื่อกัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เริ่มเรียกร้องพื้นที่ที่ตัวเองเชื่อว่าเป็นของกัมพูชา หนึ่งในนั้นคือ “ปราสาทพระวิหาร” ซึ่งตั้งอยู่บนแนวชายแดนพอดี ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ ศาลโลก (ICJ) จึงต้องเข้ามาเป็นกรรมการ

ในปี พ.ศ. 2505 ศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา ฝ่ายไทยก็ยอมตาม แต่ในใจประชาชนจำนวนมากยังไม่พอใจ เพราะพื้นที่รอบๆ ยังเป็นปัญหาอยู่ และนั่นกลายเป็นเชื้อไฟที่สุมอยู่ตลอด

จากศาลโลก…สู่ชายแดนร้อนระอุ

แม้คำตัดสินจากศาลโลกจะผ่านมาเกือบ 60 ปี แต่ความรู้สึกไม่จบก็ยังค้างคาอยู่

ระหว่างปี 2551–2554 มีการปะทะกันจริงจังระหว่างทหารไทยและกัมพูชา แถวๆ พื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร มีทั้งปืนใหญ่ ยิงข้ามดินแดน และผู้เสียชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ข่าวลือ รัฐบาลทั้งสองฝ่ายก็พยายามประคองสถานการณ์ จนสุดท้ายศาลโลกต้องยืนยันคำตัดสินเดิมอีกครั้ง

แต่ความตึงเครียดก็ยังไม่หมดไป กลายเป็นเหมือนถ่านไฟที่พร้อมจะลุกได้ทุกเมื่อ

ฮุน มาแณต VS ภูมิธรรม: แสดงจุดยืนแต่ไม่อยากให้บานปลาย

ในช่วงต้นปี 2568 เหตุการณ์ปะทะก็เกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เริ่มจากเหตุการณ์เล็กๆ คือทหารไทยขอไม่ให้นักท่องเที่ยวกัมพูชาร้องเพลงชาติที่ปราสาทตาเมือนธม ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพิพาท

ไม่นานหลังจากนั้น วันที่ 28 พฤษภาคม ก็เกิดเหตุปะทะกันจริงๆ ที่ “สามเหลี่ยมมรกต” ส่งผลให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย ทั้งสองฝ่ายโทษกันไปมา ว่าใครเป็นคนเริ่มก่อน

นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาแณต ก็ออกมาแสดงท่าทีว่าจะยื่นเรื่องให้ศาลโลกพิจารณาอีกครั้ง แต่ย้ำว่าไม่ได้ต้องการก่อศึกกับไทย ด้านรัฐมนตรีกลาโหมไทย ภูมิธรรม เวชยชัย ก็ยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายไม่อยากให้เรื่องบานปลาย และยุติเรื่องได้เร็ว

อย่างไรก็ตาม การหารือของผู้นำไม่สามารถหยุดกระแสในโซเชียลมีเดียได้ เพราะประชาชนของทั้งสองประเทศ “ไม่ยอมกันง่ายๆ”

สงคราม ไทย-กัมพูชา

สงครามไม่ได้อยู่แค่สนามรบ แต่อยู่ในมือถือ

ยุคนี้ใครยิงก่อนไม่สำคัญเท่ากับใคร “โพสต์ก่อน” เพราะเหตุการณ์ที่ช่องบก กลับกลายเป็นการจุดชนวน “สงครามโซเชียล” ครั้งใหญ่

ฝั่งกัมพูชามีการเรียกร้องให้แบนสินค้าไทย เช่น มาม่า, โออิชิ, และสินค้าจาก 7-11 ขณะที่ฝั่งไทยก็ตอบโต้ด้วยการแชร์โพสต์ประวัติศาสตร์ แปะภาพรถถัง เคลื่อนพล และแฮชแทก “ล้างแค้น”

สงครามครั้งนี้ไม่ต้องใช้กระสุน…แค่โพสต์ไวรัลเดียวก็จุดไฟได้ทั้งประเทศ เหมือนกับกระแส หวยไว ที่มาเร็ว ดุเดือด และปลุกความสนใจของผู้คนได้ในพริบตา

นี่ไม่ใช่แค่สงครามดินแดน แต่มันคือ “Soft Conflict”

นักรัฐศาสตร์เรียกสถานการณ์แบบนี้ว่า Soft Conflict คือสงครามที่ไม่ได้ใช้กำลังอาวุธ แต่ใช้ความรู้สึกของผู้คนเป็นเชื้อเพลิง ใช้สื่อโซเชียลเป็นสมรภูมิ และใช้วาทกรรมชาตินิยมเป็นอาวุธ

Soft Conflict มีพลังมาก เพราะมันส่งแรงกดดันไปถึงผู้นำประเทศ ทำให้ไม่สามารถถอยได้ง่ายๆ แม้จะรู้ว่าทางออกที่ดีที่สุดคือการเจรจา แต่กระแสในสังคมก็ทำให้ต้องเดินเกมแข็งไว้ก่อน

ผู้นำที่อยู่ตรงกลางกระแส: เดินก็ไม่ได้ ถอยก็เสีย

แม้ในระดับผู้นำจะมีความสัมพันธ์ที่ดี เช่น ตระกูลชินวัตรกับตระกูลฮุน ที่เคยร่วมงานกันในหลายเวที แต่พอเกิดเหตุขัดแย้ง ประชาชนก็ไม่สนใจว่าผู้นำจะคุยกันได้แค่ไหน พวกเขาอยากเห็น “การเอาคืน” หรือ “การปกป้องศักดิ์ศรีชาติ”

รัฐบาลไทยโดนมองว่าอ่อนเกินไป รัฐบาลกัมพูชาก็ถูกมองว่าเกรงใจไทยเกินไป ทั้งสองฝ่ายจึงต้องแสดงออกว่า “เราก็สู้เหมือนกันนะ” เพื่อรักษาฐานเสียงของตัวเอง

แบบนี้ใครได้ประโยชน์?

คำตอบง่ายๆ คือ “ไม่มีใครได้”

ทหารชายแดนต้องเสี่ยงตายแบบไม่มีความจำเป็น พ่อค้าแม่ค้าชายแดนขายของไม่ได้ นักท่องเที่ยวไม่กล้าเข้าเขตชายแดน ธุรกิจการค้าหยุดชะงัก และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็เสียหายไปเปล่าๆ

การบอยคอตสินค้าไม่ได้ช่วยให้ได้พื้นที่คืน แต่กลับทำให้คนธรรมดาได้รับผลกระทบมากที่สุด

สงครามทวีปเอเชีย

โลกนี้ไม่ได้มีแค่เรา

จริงๆ แล้วความขัดแย้งแบบนี้ไม่ได้เกิดแค่ ไทย – กัมพูชา เท่านั้น

  • ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ ก็เคยแบนสินค้ากันเพราะประวัติศาสตร์สงคราม
  • ฟิลิปปินส์กับจีน ขัดแย้งกันเรื่องทะเลจีนใต้
  • ญี่ปุ่นกับเกาหลีเหนือ ก็เล่นเกมโซเชียลกันแบบเงียบๆ

แต่ถึงตอนนี้ ยังไม่มีประเทศไหนที่ “ชนะ” สงคราม Soft แบบนี้จริงๆ มีแต่ความเสียหายที่สะสมขึ้นเรื่อยๆ

สุดท้ายแล้ว… จุดเริ่มของสงครามอาจอยู่ในใจเรา

ประเด็นเรื่องดินแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและสำคัญ แต่ถ้าเราหันมาใช้สติแทนอารมณ์ ปัญหานี้จะค่อยๆ คลี่คลายไปได้บ้าง

อย่าลืมว่า “คนกัมพูชา” ก็ไม่ใช่ศัตรู เช่นเดียวกับที่ “คนไทย” ก็ไม่ใช่คู่กรณีของเขา การเหมารวมทั้งหมดว่าอีกฝ่ายคือศัตรูจะยิ่งทำให้ความขัดแยงกลายเป็น “ไฟ” ที่ไม่มีวันดับ